Divergence Pattern ที่ใช้ในการเทรด Forex

ในการเทรด Forex หรือเทรดสินทรัพย์อื่น ๆ ที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้น หนึ่งในสัญญาณสำคัญที่นักเทรดมืออาชีพให้ความสนใจคือ Divergence Pattern เพราะสามารถบ่งบอกถึงแรงซื้อแรงขายที่แท้จริง และเป็นตัวชี้วัดการกลับตัวของราคาได้อย่างแม่นยำ ในวันนี้จะชวนมาไขข้อสงสัยกันว่า Divergence Pattern ที่นักเทรด Forex นิยมใช้มีกี่แบบ และมีวิธีนำไปใช้ให้เห็นผลจริงได้อย่างไรบ้าง

เรียนรู้และทำความเข้าใจ Divergence Pattern คืออะไร

Divergence Pattern แปลตรงตัวว่ารูปแบบความขัดแย้ง หรือการเบี่ยงเบน ซึ่งในบริบทของการเทรดคือ สัญญาณความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างการเคลื่อนไหวของราคาบนกราฟ กับการเคลื่อนไหวของอินดิเคเตอร์ประเภท Oscillator (เช่น RSI, MACD และ Stochastic Oscillator) ซึ่งโดยปกติแล้วทั้งคู่ควรจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน แต่การที่อินดิเคเตอร์ไม่สอดคล้องกับราคานั้นจะเป็นการสะท้อนถึงการสูญเสียโมเมนตัม หรือแรงขับเคลื่อนของตลาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักเทรดใช้ในการตัดสินใจซื้อขาย เมื่อราคาทำจุดสูงสุดหรือต่ำสุดใหม่ได้ แต่โมเมนตัมกลับสวนทาง นั่นหมายความว่าการเคลื่อนที่นั้นไม่แข็งแกร่งจริงและอาจมีการกลับทิศทางในไม่ช้า

Divergence Pattern มีกี่รูปแบบ

โดยหลักแล้ว Divergence Pattern ที่ใช้ในการเทรด Forex แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ Classic Divergence ปกติ และ Hidden Divergence ซึ่งแต่ละประเภทจะมีรูปแบบย่อยเป็นขาขึ้น (Bullish) และขาลง (Bearish) ทำให้รวมแล้วมี 4 รูปแบบหลักที่คุณควรรู้ ดังนี้

1. Classic Divergence (สัญญาณการกลับตัว)

Classic Divergence หรือ Regular Divergence เป็น Divergence Pattern ที่บ่งบอกถึงโอกาสที่ราคาจะเกิดการกลับตัวจากแนวโน้มเดิม รูปแบบนี้คือสัญญาณเตือนว่าเทรนด์ปัจจุบันกำลังจะเปลี่ยนทิศทาง ซึ่งได้แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบย่อยคือ

Bullish Divergence (สัญญาณกลับตัวเป็นขาขึ้น) เกิดขึ้นเมื่อราคาทำจุดต่ำสุดที่ต่ำลง (Lower Low) แต่ตัวชี้วัดกลับทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น (Higher Low) เป็นการแสดงถึงความอ่อนแอของแรงขายและโมเมนตัมขาลงที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าราคาอาจจะกลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้น นั่นคือการเกิด Buy Signal

Bearish Divergence (สัญญาณกลับตัวเป็นขาลง) เกิดขึ้นเมื่อราคาทำจุดสูงสุดที่สูงขึ้น (Higher High) แต่ตัวชี้วัดกลับทำจุดสูงสุดที่ต่ำลง (Lower High) เป็นสัญญาณที่แสดงถึงความอ่อนแอของแรงซื้อและโมเมนตัมขาขึ้นที่เริ่มหมดลง ถือว่าเป็นสัญญาณ Sell Signal เพราะราคาอาจจะกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง

2. Hidden Divergence (สัญญาณการไปต่อ)

Hidden Divergence เป็นรูปแบบที่บ่งบอกถึงโอกาสที่ราคาจะเกิดการไปต่อตามแนวโน้มเดิมหลังจากมีการพักตัวแล้ว ซึ่งช่วยยืนยันความแข็งแกร่งของแนวโน้มปัจจุบัน Divergence Pattern นี้แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบย่อยคือ

Hidden Bullish Divergence (สัญญาณไปต่อในแนวโน้มขาขึ้น) เกิดขึ้นเมื่อราคาทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น (Higher Low) แต่ตัวชี้วัดกลับทำจุดต่ำสุดที่ต่ำลง (Lower Low) เป็นสัญญาณที่ยืนยันว่าแนวโน้มขาขึ้นยังคงแข็งแกร่ง การปรับตัวลงเป็นเพียงการพักตัว และราคามีโอกาสไปต่อในทิศทางขาขึ้น ถือเป็น Buy Signal ได้

Hidden Bearish Divergence (สัญญาณไปต่อในแนวโน้มขาลง) เกิดขึ้นเมื่อราคาทำจุดสูงสุดที่ต่ำลง (Lower High) แต่ตัวชี้วัดกลับทำจุดสูงสุดที่สูงขึ้น (Higher High) เป็นสัญญาณที่ยืนยันว่าแนวโน้มขาลงยังคงแข็งแกร่ง การปรับตัวขึ้นเป็นเพียงการพักตัวหรือการดีดตัวขึ้น และเป็น Sell Signal เพื่อคาดการณ์ว่าราคาจะกลับไปเป็นขาลงต่อได้

บทสรุป

Divergence Pattern คือหนึ่งในเทคนิคที่เทรดเดอร์ควรเรียนรู้และนำไปใช้วิเคราะห์กราฟร่วมกับเทคนิคอื่น ๆ ที่ตนเองถนัด เพราะจะช่วยให้มองเห็นสัญญาณซ่อนเร้นของตลาด ทั้งการกลับตัวและการต่อเนื่องของแนวโน้ม ยิ่งหากใช้ร่วมกับการวิเคราะห์แนวรับ-แนวต้าน เส้นค่าเฉลี่ย หรืออินดิเคเตอร์อื่น ๆ เพื่อยืนยันการกลับตัวด้วยแล้ว ก็จะยิ่งช่วยให้คุณวิเคราะห์ตลาดได้แม่นยำยิ่งขึ้น

Explore More

สอนใช้ปฏิทินข่าว Forex Factory เทคนิคการวิเคราะห์แบบมืออาชีพ

สอนใช้ปฏิทินข่าว Forex Factory

ปฏิทินข่าว Forex Factory คืออาวุธสำคัญที่จะช่วยให้นักเท […]

กองทุนความเสี่ยงต่ำ มีความเสี่ยงระดับใด เหมาะกับใครบ้าง

กองทุนความเสี่ยงต่ำ

หลายคนทราบดีว่า การเก็บเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉินเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่การเก็บเงินเพื่อรับดอกเบี้ยเงินฝากเพียงอย่างเดียวก็ยังเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงอยู่ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อนับวันมีแต่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ